...

โปรแกรมหน้าใส 16 จุด

เมโสหน้าใส เป็นโปรแกรมทรีทเม้นทีเน้นในการให้อาหารผิว และการบำรุงผิวแบบทางลัด ปัจจุบันค่อนข้างนิยมมากๆ เพราะบางคนทาครีมบำรุงหลายตัวผิวหน้าก็ยังไม่ดีขึ้น หรือผลลัพธ์ไม่ดีเท่าที่ควร การฉีดจึงเป็นทางลัดในการบำรุงสภาพผิว ให้ผิวแข็งแรง และได้สารอาหารที่ผิวต้องการ

ผลลัพธ์ที่ได้คืออะไรบ้าง?

  1. ช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างใส
  2. ช่วยให้ผิวหน้าแข็งแรง
  3. ช่วยให้สิวลดลง แห้งไว
  4. ช่วยให้ลดเม็ดสีเมลานิลลง ทำให้แลดูขาวกระจ่างใส
  5. ช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมสภาพิวที่เสื่อมสภาพให้แข็งแรงขึ้น
  6. ช่วยให้ผิวชั้นกลางเกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่
  7. ช่วยปรับความสมดุลให้กับผิวหน้า
  8. ช่วยลดความมัน เพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว
  9. ช่วยให้รูขุขขนกระชับ
ฉีดเมโสหน้าใสอันตรายไหม?
     การฉีดเมโสหน้าใสไม่อร่อย เพราะตัวยาหลักๆแล้วจะประกอบไปด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ และวิตามินต่างๆที่ผิวต้องการ ไม่ว่าจะเป็นวิตตามินต่างๆที่เน้นช่วยในการฟื้นฟู ซ่อมแซมสภาพผิว และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์มีได้ อย และฉีดโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์

โปรแกรมหน้าใส 16 จุด
     เรื่องการดูแลผิวหน้าให้ใสทุกวันนี้หนุ่มๆสาวๆนิยมที่จะทำโปรแกรมนี้เยอะมาก และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องเลย เนื่องจากการใช้ชีวิตของคนเราในปัจจุบันไม่มีเวลาในการดูแลตัวเอง ทำให้การฉีดบำรุงผิวหน้าด้วยเมโสหน้าใสเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบำรุง และการบำรุงผิวหน้าด้วยการฉีดจะเห็นผลเร็วกว่าการทาครีมบำรุง หรือการทาครีมบำรุงอย่างเดียวอาจจะเห็นผลไม่เต็มที่ หรือทันใจเลยทำให้วิธีการฉีดบำรุงผิวหน้าจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่คนส่วนใหญ่เลือกทำ เพราะการฉีดจะเห็นผลหลังทำ 3-5 วัน และเห็นผลเต็มที่ 10 ถึง 14 วันจะอยู่ได้สองถึงสามเดือนหรือนานกว่านั้นขึ้นอยู่ที่การตอบสนองและการดูแลของแต่ละบุคคล
     การฉีดเมโสหน้าใสไม่ต้องดูแลอะไรมากเลย เพียงแค่ทานอาหารพวกวิตามินเป็นประจำทาครีมบำรุง และครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยป้องกันผิวคล่ำได้ การฉีดเมโสหน้าใสเป็นตัวยาที่ปลอดภัย แต่ต้องฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำในคลินิกที่ได้มาตรฐานจึงจะปลอดภัย

โปรแกรมที่ได้รับความนิยมมีดังต่อไปนี้
Made
Cytocare HA
V2 skin booster 
Dermacare 
XDNA 
Rujuran
Belotero revive  

    ทั้งหมดนี้จะช่วยในเรื่องของการบำรุงผิวหน้าโดยตรงถ้าถามว่าอันไหนดีที่สุดตามได้เลยว่าดีทุกตัวขึ้นอยู่ที่ความสะดวกของคนไข้เลย หรือให้แพทย์เป็นผู้ประเมินจากสภาพจริงอีกที หน้าใส 16 จุด คุณหมอจะกระจายตัวยาทั่วใบหน้าเลยนะค่ะ ราคาเข็มละ 1,290.- 
แอดแนะนำฉีดครั้งละ 2 เข็มขึ้นไปนะค่ะ ตัวนี้ช่วยให้ผิวฟูขึ้น เติมเต็มน้ำให้ผิว ทดแทนน้ำที่เสียไประหว่างวัน และตอนนอน ทำให้หน้าใสขึ้น กระชับรูขุมขน ช่วยจากผิวที่ไม่แข็งแรงให้ผิวแข็งแรงขึ้น สิวแห้งลง สิวเก่ายุบไป สิวใหม่ไม่เกิดขึ้น แก้ไขใบหน้ามัน ลดผดผื่น ลดการระคายเคืองผิว แก้ไขปัญหาผิวติดสารสเตียรอย และสารอันตรายจากเครื่องสำอางค์ ลดรูขุมขนเล็กลง ปรับสมดุลให้ผิวไม่แห้งไป ไม่มันไป ไม่เป็นอันตรายในการฉีด เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีดเลยค่ะ แนะนำทำต่อเนื่องกันทุก 1-2 อาทิตย์นะค่ะ 

ฉีดเมโสเจ็บไหม?  คุณหมอทุกคนจะใช้เข็มเล็กทที่สุดในการฉีดเข้าที่หน้า ดังนั้นแทบจะไม่เจ็บเลย แต่สำหรับใครที่กังวลเรื่องความเจ็บสามารถแจ้งแปะยาชาได้เลย และก่อนทำจะมีการประคบน้ำแข็งเพื่อให้รู้สึกชาขึ้นอีก ทำให้ตอนหมอจิ้มเข็มเข้าไปดบนหน้าไม่รู้สึกเจ็บเลย หรือถ้าเจ็บก็เจ็บน้อยมาก บางคนบอกประคบน้ำแข็งยังรู้สึกแจ็บกว่าอีก เพราะเย็นมากๆ
ทำแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน?
ส่วนใหญ่จะอยู่ได้ 2-3 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่การดูแลของแต่ละคน และการใช้ชีวิต หรือทำกิจกรรมต่างๆในแต่ละวันของแต่ละบุคคล ดังนั้นถ้าจะออกนอกบ้านจะต้องทาครีมกันแดดให้ถึง และต้องทาเป็นประจำเพื่อป้องกันแสงยูวี รวมถึงทาครีมบำรุงอย่างเป็นประจำ

ฉีดเมโสแล้วหน้าจะแพ้ไหม?
     การแพ้อาจจะเกิดขึ้นได้สำหรับบางคน ซึ่งเป็นปกติของทางการแพทย์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ ก่อนทำแพทย์จะมีการซักประวัติก่อนเสมอว่าเคยอะไรบ้าง เพื่อเก็บเป็นประวัติในการพิจารณาในการรักษา แต่ส่วนใหญ่แล้วแพ้น้อยมาก เพราะเมโสแต่ละตัวจะเน้นเรื่องของผิวแพ้ง่ายอยู่แล้ว เน้นการบำรุงผิวหน้าให้แข็งแรง ผิวสุขภาพดี ถ้าผิวคนเราแข็งแรงปัญหาของสิวก็จะลดน้อยลง แต่ไม่ใช่ไม่เกิดสิวเลย ร่างกายคนเราผลิตฮอร์โมนอยู่แล้ว ดังนั้นเป็นปกติของคนเราที่สามารถเกิดสิวใหม่ๆขึ้นได้ แต่ถ้าได้รับการบำรุงเป็นประจำปัญหาพวกนั้นก็จะลดน้อยลง
โปรแกรมรักษาฝ้า กระ รอยดำจากสิว

รอยดำจากสิวเกิดขึ้นได้อย่างไร
     รอยดำจากสิวเกิดขึ้นได้ด้วยฝีมือเราเอง ไม่ว่าจะเป็นกดสิว บีบสิวแรงๆจนทำให้ผิวหนังชั้นนอกเกิดการฟกช้ำ จนทำให้เกิดเม็ดสีที่เข้มขึ้น ส่วนใหญ่แล้วรอยดำจากสิวสามารถหายได้เอง แต่จะใช้เวลานานมากๆ บางใช้เวลา 6-7 เดือนรอยดำยังไม่จางเท่าที่ควรเลย จึงทำให้การรักษารอยดำเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ด้วยวิธีการทำเลเซอร์ จะทำกันทุกๆ 2-3 อาทิตย์ครั้ง จนกว่ารอยดำจะจางเป็นที่น่า่พอใจ สำหรับการรักษาด้วยเลเซอร์จะใชเวลาในการรักษา เนื่องจากโปรแกรมนี้จะใช้พลังงานความร้อนเข้าไปลดเม็ดสีชั้นใต้ผิวหนัง ส่วนการฉีดจะค่อนข้างเห็นผลเร็วกว่า หลังทำไป 5-7 วันก็เริ่มเห็นผลแล้ว การฉีดแพทย์จะนำตัวยาที่ออกฤทธิ์ในการลดเม็ดสีเข้าไปฉีดยังชั้นใต้ผิวหนัง เน้นบริเวณที่เป็นเม็ดสีเท่านั้น ดังนั้นวิธีนี้เป็นการเลือกที่คนส่วนใหญ่นิยมมากๆ เพราะเห็นผลเร็ว และใช้เวลาทำไม่นาน การรักษาจะทำกันทุกๆ 1-2 อาทิตย์ครั้ง จะทำกี่ครั้งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินจากปัญหาผิวหน้าจริงอีกทีนะค้า  

ฝ้าเกิดขึ้นได้อย่างไร
     การเกิดขึ้นของฝ้า กระ ปัจจัยหลักๆเลยคือแสงยูวี ซึ่งแสงยูวีที่ทำลายผิวหนังคนเราได้คือ แสงยูวีเอ และยูวีบี แสงที่ทำให้เกิดฝ้าได้รวดเร็วคือแสงยูวีบีเพราะมีคลื่นที่ยาวกว่า การทำลายผิวหนังก็จะมีระยะเวลาที่ยาวกว่า และยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า กระ ได้ เช่น การทานอาหารเสริมบางชนิด ยาคุมกำเนิด การใช้เครื่องสำอาง พันธุกรรม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ
ฝ้า กระ คือความผิดปกติของผิวหนัง เมื่อผิวหนังคนเราเกิดการทำร้ายด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น การไม่ทาครีมกันแดดป้องกัน การทานอาหารเสริมบางชนิด การทานยาคุมกำเนิด รวมถึงพันธุกรรมด้วย พอผิวหนังโดยทำร้ายมากๆก็จะถูกสร้างเม็ดมีเมลานินขึ้นมาทำให้ผิวหน้าชั้นนอกแสดงผลคือฝ้า และกระ ส่วนมากการเกิดฝ้า กระ จะเกิดจากแสงยูวี
ลักษณะของฝ้าคือ คือจะเป็นฝืนเล็กๆ หรือเป็นแผ่นเล็กจะเห็นได้ชัดในบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก คาง ในร่มผ้าก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นบริเวรหลัง แขน หน้าอก

ฝ้าแบ่งออกมา 2 ประเภท

  1. ฝ้าตื้น สำหรับฝ้าตื้อจะเห็นผิวหนังของเรามีแผ่นสีน้ำบางๆ ต้องจ้องมองดีๆถึงจะเห็นว่าผิวหนังเรามีความผิดปกติของผิวหนังชั้นบน
  2. ฝ้าลึก  สำหรับฝ้าลึกจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าผิวหนังชองเรามีความผิดปกติ มองเห็นเลยว่ามีแผ่นเล็กๆ หรือฟื้นเล็กๆสีน้ำตาลเข้มอยู่บนใบหน้าของเรา อยู่ในชั้นบริเวรผิวหนังชั้นบนเช่นกัน
กระแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
  1. กระตื้น สำหรับกระตื้อจะเห็นผิวหนังของเรามีจุดเม็ดสีน้ำตาลน้ำบางๆ เล็กๆ ต้องจ้องมองดีๆถึงจะเห็นว่าผิวหนังเรามีความผิดปกติของผิวหนังชั้นบน
  2. กระลึก  สำหรับกระลึกจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าผิวหนังชองเรามีความผิดปกติ มองเห็นเลยว่ามีจุดเล็กๆ จะเล็กว่าฝ้าสีน้ำตาลเข้มอยู่บนใบหน้าของเรา อยู่ในชั้นบริเวรผิวหนังชั้นบนเช่นกัน
 
ฝ้า กระ เป็นอันตรายไหม?
     คำตอบคือ ไม่เป็นอันตรายใดๆเลย แต่อาจจะส่องกระจกแล้วผิวเปลี่ยนไป ไม่กระจ่างใส หรือเนียนเหมือนของคนปกติเลย ทำให้เกิดความรำคาญใจ และยิ่งคนไทยเองไม่ค่อยชอบการเป็นฝ้า เพราะทำให้ใบหน้าดูมีอายุ หลายๆคนคิดว่าการเกิดฝ้าคือแก่แล้วจะเป็นฝ้า แต่จริงๆแล้วการเกิดฝ้าสามารถเกิดได้ทั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไปเลย ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่การป้องกันและการดูแลผิวหนังของแต่ละคนด้วย ยิ่งไปกว่านั้นการเกิดฝ้า กระ จะเกิดมากที่สุดในเพศหญิง

การรักษา
     ปัจจุบันการรักษาฝ้า กระ ที่ได้รับความนิยมกันมากๆคือการทำเลเซอร์ และการฉีดตัวยาลดเม็ดสี ทั้งสองโปรแกรมจะเน้นเรื่องการของยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิล โดยการรักษาด้วยเลเซอร์จะใช้พลังงานความร้อนเข้าไปยับยั้งการสร้างเม็ดสี เห็นผลเร็ว หลังทำไป 2-3 อาทิตย์ก็เริ่มเห็นผล และต้องทำต่อเนื่อง ตามคำแนะนำจากแพทย์ผิวหนัง ส่วนการรักษาด้วยการฉีดลดเม็ดสี เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากๆ การรักษาด้วยวิธีนี้ถือว่าเป็นทางลัดในการรักษาเลย เพราะแพทย์จะนำตัวยาฉีดลงไปยังชั้นใต้ผิวหนังที่ผิดปกติเลย เพื่อให้ตัวยาเข้าไปลดการทำงานของเม็ดสีลงอย่างรวดเร็ว การออกฤทธิ์ก็เร็ว หลังทำไป 5-7 วันก็เริ่มเห็นผลแล้ว ตัวยาจะทำงานเต็มที่ในการลดเม็ดสี 2 อาทิตย์ ดังนั้นอย่าให้เกิน 2 อาทิตย์แล้วมาฉีดซ้ำ เพื่อให้ตัวยาเข้าไปเล็ดเม็ดสีอย่างต่อเนื่อง

การรักษาฝ้า กระ หายถาวรไหม?
     คำตอบคือ ไม่ถาวร แต่จะทำให้เม็ดสีเมลานิลจากลงจนแทบมองไม่ค่อยออกมานั้นคือฝ้า กระ รักษาลดฝ้า กระ ควรทำอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลง หรือพึงพอใจแล้วว่าเม็ดสีจางลง พอเม็ดสีจางลงแล้วสามารถหยุดฉีดได้เลย และไปเน้นเรื่องการดูแลผิวให้ดี เช่น การทาครีมบำรุง และครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการเจอแสงแดดแรงๆโดยไม่มีอะไรป้องกันเลย เช่น ไม่ทาครีมกันแดดเลย ดังนั้นครีมกันแดดสำคัญมาก ควรทาครีมกันแดดค่า SPF 50 ขึ้นไป อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ปัจจุบันมีนวัตกรรมใหม่เยอะมาก กันแดดก็มีแบบสเปรย์แล้วสามารถพ่นทับเมคอัพได้เลย หาซื้อได้ตามร้านชั้นนำทั่วไป หรือออนไลน์

ราคา เข็มละ 1,000.- 
โปรโมชั่น 6 เข็ม 3,900.- 
ส่วนใหญ่ใช้ครั้งละ 1-2 เข็ม ขึ้นอยู่ที่แพทย์ประเมินจากสภาพปัญหาจริงอีกที 
แนะนำทำทุกๆ 1-2 อาทิตย์ครั้ง 

ความเห็นจากลูกค้าจริง



 

Thelight-clinic Channel